สมุนไพรไทยรักษาโรคมะเร็ง


มะเร็ง คือ อะไร
         มะเร็ง คือ กลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติ ที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโตมีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ รวดเร็ว และมากกว่าปกติ ดังนั้น จึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติและในที่สุดก็จะทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง เพราะการ เจริญเติบโตของหลอดเลือด ถ้าเซลล์มะเร็งพวกนี้เกิดอยู่ในอวัยวะใดก็จะเรียกชื่อ มะเร็ง ตามอวัยวะนั้นเช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งผิวหนัง เป็นต้นเท่าที่มีรายงานไว้ในขณะนี้ มะเร็งที่พบในร่างกายมนุษย์มีมากกว่า 100 ชนิด มะเร็งแต่ละชนิดจะมีการดำเนินของโรคไม่เหมือนกัน เช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง จะมีการดำเนินชนิดของโรคที่รุนแรง ผู้ป่วยจะมีชีวิตการอยู่รอดสั้นกว่าผู้ป่วยมะเร็งผิวหนัง 

สมุนไพรไทยต้านโรคมะเร็ง
                ปัจจุบันมีประชาชนส่วนใหญ่ที่หันมาดูแลสุขภาพกันด้วยการออกกำลังกายหรือ แม้การกระทั่งการกินยาสมุนไพรเพื่อป้องกันโรคร้ายอย่างเช่นโรคมะเร็ง ได้มีการสรุปสถิติการเสียชีวิตของประชาชนในประเทศไทยจากโรคมะเร็งว่ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน และกว่าที่เราจะรู้ตัวมันก็สายเกินไปที่จะรักษาได้ เราควรหันกลับมากินสมุนไพรไทยกันดีกว่า ถึงแม้ว่าจะมีรสขมแต่สรรพคุณของมันก็แสนจะวิเศษเพราะสามารถป้องการเกิดโรคมะเร็งได้ และที่สำคัญสามารถหารับประทานได้ง่ายเพราะมันมีอยู่ตามท้องถิ่น ราคาถูก มีผลข้างเคียงต่อร่างกายน้อยมาก ดีกว่าการรับประทานยาของแพทย์แผนปัจจุบันซึ่งจะมีผลข้างเคียงต่อร่างกายมากกว่าหลายเท่า ในสมัยนี้มีการพัฒนาและแปรรูปผลิตภัณฑ์ของสมุนไพรมาเป็นในรูปของแค็ปซูล ทำให้สามารถรับประทานได้ง่ายขึ้น สมุนไพรจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราเลือกกินเพื่อสุขภาพ ถึงแม้ว่าการรับประทานสมุนไพรจะมีรส กลิ่นและสีที่ไม่น่ารับประทานหรือเห็นผลการรักษาที่ช้าก็ตามแต่มันมีความปลอดภัยและดีต่อสุขภาพมากกว่า การรับประทานยาที่มีสารสกัดจากเคมีจึงทำให้เด็กวัยรุ่นสมัยนี้มองข้ามและคิดว่าล้าสมัยแต่ถ้าเราลองเปลี่ยนความคิดดู เราจะเห็นได้ว่าสมุนไพรมันมีสรรพคุณที่มหาศาลทั้งแสนมหัศจรรย์เพราะสามารถรักษาโรคได้สารพัด สมุนไพรไทยที่ใช้ต้านโรคมะเร็งมีดังนี้
1.       กระเทียม
               เมื่อเราพูดถึงกระเทียมเราจะนึกออกได้ว่ามันจะมีกลิ่นที่ฉุนซึ่งถ้ารับประทานเข้าไปมากๆก็จะทำให้มีกลิ่นปากหรือแม้กระทั่งกลิ่นกระเทียมที่มาติดมือ ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้บางคนกลัวว่าคนที่อยู่รอบข้างจะไม่ชอบเพราะมันมีกลิ่นที่ฉุน กระเทียมหรือชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า อัลเลียม ซาติวัม (Allium sativum) ที่มาจากภาษาเซลติก เป็นสายพันธ์พืชเก่าที่มีข้อเสียเพียงข้อเดีย คือ มีกลิ่นอันแสนร้ายกาจที่ฉุนเอามากๆ แต่ภายกลิ่นอันแสนฉุนนั้นมันแฝงไปด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัว กระเทียมเป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นใต้ดินเรียกว่า “ หัว ”สารสำคัญในกระเทียม คือ อัลลิซิน เป็นสารที่ให้กลิ่นและรสในกระเทียม,เควอร์เซตินและแคมป์ฟีรอล เป็นสารฟลาโวฟอยล์พบมากในหัวหอมใหญ่ ผลแอปเปิล ต้นกระเทียม ผลฝรั่ง ชาขาว มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ลดและชะลอความเสียหายของเซลล์ และอวัยวะในร่างกายจากการทำลายอนุมูลอิสระ,ซีลีเนียม เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกายแต่ต้องการในปริมาณน้อย เป็นสารอาหารที่ร่างกายขาดไม่ได้จะทำหน้าที่คล้ายวิตามินอี เป็นตัวต้านไม่ให้ออกซิเจนหลุดออกจากเม็ดเลือดแดงและทำให้เลือดบริสุทธิ์สามารถป้องกันโรคหัวใจได้อัลลิไทอามีน เป็นวิตามิน บี ชนิดพิเศษช่วยบำรุงประสาทให้แข็งแรง สามารถทำงานได้อย่างปกติในตำราโบราณอ้างว่ากระเทียมสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ เช่น ฮิปโปรเครติส เขียนไว้ในตำราแพทย์ว่า กระเทียมใช้รักษาโรคมะเร็งที่มดลูก และตำรา Bower Manuscript (ค.ศ.450) ของอินเดียใช้กระเทียมรักษามะเร็งในกระเพาะอาหาร เป็นต้น นักวิทยาศาสตร์สหรัฐยืนยันผลการศึกษาล่าสุดว่ากระเทียมสามารถป้องกันโรคมะเร็งบางชนิดได้ โดยคณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนา กล่าวว่า ผู้ที่รับประทานกระเทียมดิบ หรือกระเทียมที่มีการปรุงให้สุกแล้ว สามารถลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารได้ครึ่งหนึ่ง และที่สำคัญกระเทียมยังสามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ได้ถึง 2 ใน 3 และไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายเลย

2.       บอระเพ็ด
               ถ้าเรานึกถึงสมุนไพรอย่างบอระเพ็ดคนที่เคยกินจะบอกเป็นคำเดียวกันว่า ขมมากมากจนสามารถทำให้เด็กหย่านมแม่ได้ขาด และด้วยความขมของมันทำให้คนสมัยก่อนเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ ซึ่งการนำบอระเพ็ดมารับประทานบางคนก็จะเคี้ยวสดๆ บางคนก็ทำเป็นยาลูกกลอนผสมกับน้ำผึ้งทำให้เรารับประทานง่ายขึ้น บอระเพ็ดเป็นไม้เลื้อยเนื้ออ่อนเถาอ่อนผิวเรียบบสีเขียว เถาแก่สีน้ำตาลอมเขียว ผิวขรุขระ เป็นปุ่มๆยางมีรสขมจัด สารสำคัญในบอระเพ็ด คือ พิโครเรติน ( picroretin ) เป็นสารที่ทำให้บอระเพ็ดมีรสขม และเอ็นทรานส์เฟรูโลอิลไทรามีน (N-trans-feruloyltyramine) มีสรรพคุณช่วยในการระงับความร้อนได้ดี สามารถลดอาการไข้ ลดคอเลสเตอรอล ลดน้ำตาลในเลือด และช่วยต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นที่มาของโรคมะเร็ง บอระเพ็ดมีสาร 2 ชนิดที่สามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งได้ ซึ่งสารชนิดนี้มีอยู่ในเถาของบอระเพ็ด ได้แก่ สารพิโครเรตินและสารเอ็นทรานส์เฟรูโลอิลไทรามีน มีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระอันเป็นสารก่อมะเร็งโดยมีฤทธิ์ยับยั้งมะเร็งในเม็ดเลือดมะเร็งในท่อน้ำดี เป็นต้น
  
  3.    พลูคาว
              เป็นสมุนไพรท้องถิ่นที่พบในประเทศต่างๆ แถบเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอินโดจีน และประเทศไทยทางภาคเหนือ โดยจะมีลักษณะที่แตกต่างจากพลูชนิดอื่นๆคือที่ใต้ใบของพลูคาวจะมีสีแดงอ่อนไปจนถึงสีแดงเข้ม ชาวบ้านในภาคเหนือเรียกสมุนไพรชนิดนี้ว่าผักคาวตอง” ตำราไทยโบราณ ใช้ใบพลูคาวแก้กามโรค หนองใน เป็นแผลเปื่อยผุพองทำให้น้ำหนองแห้ง แก้โรคผิวหนัง ผอกฝี เป็นต้น สารสำคัญในพลูคาว คือ น้ำมันหอมระเหย สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ สารกลุ่มแอลคาลอยด์ ที่สำคัญพลูคาวยังสามารถรักษาโรคมะเร็งได้อีกด้วย ซึ่งรายงานการวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสมุนไพรพลูคาวพบว่ามีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการสลายตัวของโปรตีนและป้องกันการแพ้ชนิดรุนแรงได้ โดยฤทธิ์ดังกล่าวจะส่งผลต่อการรักษาโรคมะเร็งได้และมีฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็งเช่น เซลล์มะเร็งปอด เซลล์มะเร็งรังไข่ เป็นต้น หากผู้ป่วยดื่มน้ำต้มพลูคาวบำรุงร่างกายสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายผู้ป่วยมะเร็งได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้มาก ทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นและยืดอายุของผู้ป่วยได้นานกว่าการรักษาโดยแพทย์ปัจจุบัน

   4.   สมอไทย
           เป็นสมุนไพรธรรมดาๆชนิดหนึ่ง ซึ่งมีตำนานเล่าขานกันมาช้านานถึงต้นกำเนิดของสมอไทยอันศักดิ์สิทธิ์ว่า ครั้งหนึ่งพระอินทร์กำลังเสวยน้ำอมฤตแล้วบังเอิญน้ำอมฤตหยดหนึ่งหกลงมาบนพื้นโลกกลายเป็นต้นสมอไทย มีสรรพคุณรักษาได้สารพัดโรคและที่สำคัญมันมีความพิเศษกว่าสมุนไพรชนิดอื่นคือเป็นสมุนไพรที่มีเกือบทุกรส ได้แก่ รสเปรี้ยว หวาน ฝาด ขมเผ็ด แถมยังมีรสเค็มและรสเมาแทรกอีกต่างหาก เห็นแล้วใช่ไหมว่าลูกสมอไทยมีความวิเศษสมยานามจริงๆ สารสำคัญในสมอไทย ได้แก่ สารแอนทราควิโนน ในผลอ่อนมีฤทธิ์เป็นยาระบายเพื่อช่วยในการขับถ่ายสารแทนนิน ในผลแก่ มีรสฝาดแต่จะมีฤทธิ์เป็นยาช่วยในการสมานแผล สมอไทยกับการรักษาโรคมะเร็ง จากการค้นคว้าวิจัยและทดลองด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แล้วพบว่าสารสำคัยตัวหนึ่งในลูกสมอไทยเมื่อทำการสกัดออกมาด้วยเมทานอล 70 % จะมีฤทธิ์ยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระได้ถึง 92% และสามารถทำให้เซลล์มะเร็งตายได้ ซึ่งเป็นสารสกัดที่พบในพืชสกุล terminalia จึงสามารถยืนยันได้เลยว่า การกินสมอไทยสามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้ มีการรับรองจาก คณะแพทย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าลูกสมอไทยมีฤทธิ์ในการยับยั้งและสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ 100% และถ้านำลูกสมอมาใช้ร่วมกับลูกสมอพิเพก และลูกมะข้ามป้อมที่เรียกร่วมกันว่า “ตรีผลายา” จะยิ่งมีประสิทธิภาพในการเซลล์มะเร็งได้มากยิ่งขึ้น และสมุนไพรตัวต่อมา

5.       ทองพันชั่ง
              เป็นพืชที่ไม่ชอบร่มเงามากนัก ทางการแพทย์แผนโบราณได้ใช่ทองพันชั่งในการรักษาโรคตับอักเสบ โรคผิวหนัง พุพอง น้ำเหลืองเสีย แก้ปวดกระดูก เป็นต้น เพราะในทองพันชั่งงจะมีสารไรนาแคนทิน ที่สามารถยับยั้งแบคทีเรีย และเชื้อไวรัสได้ สารสำคัญในทองพันชั่งคือสารประกอบไรนาแคนทิน มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัส เกลือ เป็นสารที่ออกฤทธิ์ในสมุนไพรใช้เป็นยาเพื่อขับปัสสาวะ ส่วนการนำทองพันชั่งมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งนั้นได้ทำการวิจัยทำการทดลอง สังเคราะห์สารอนุพันธ์แนพโทควิโนนเอสเทอร์ จากสารต้นแบบที่ได้จากต้นทองพันชั่งโดยสารดั่งกล่าวมีฤทธิ์ในการยับยั้งมะเร็งเยื่อบุช่องปาก มะเร็งเต้านม และมะเร็งมดลูกได้สำเร็จ ทั้งนี้ยังมีข้อควรระวัง คือ ห้ามผู้ป่วยโรคโลหิตจาง โรคหัวใจ โรคหืด โรคความดันโลหิตต่ำ โรคมะเร็งเม็ดเลือด และการรับประทานทองพันชั่งงให้นำใบทองพันชั่งดอกสีเหลือง ใบเลี่ยน ไปทำการตากแดดให้แห้งเสียก่อน จากนั้นก็นำไปคั่วแล้วชงเป็นน้ำชาเพื่อรับประทาน สามารถแก้โรคมะเร็งได้
            สมุนไพรทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น แต่สมุนไพรที่สามารถต้านโรคมะเร็งได้นั้นยังมีอีกหลายตัว และที่สำคัญยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทุกคนจะหันมาดูแลสุขภาพกันให้ห่างไกลจากภัยโรคร้าย ถ้าเรารับประทานอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอก็จะช่วยให้เราสามารถป้องกันโรคมะเร็งได้ ยังไม่สายเกินไปที่เราจะเห็นคุณค่าของยาวิเศษขนานนี้ และนี่คือความมหัศจรรย์ของสมุนไพรไทย


        สารก่อมะเร็งชนิดร้ายแรงอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีผู้ผลิตอาหารนิยมนำมาใช้ คือ สารบอแรกซ์โดยสารชนิดนี้มีคุณสมบัติให้สารประกอบเชิงซ้อน กับสารอินทรีย์ในอาหาร ทำให้อาหารมีลักษณะยืดหยุ่น กรอบ อร่อย และมีรสชาดยั่วยวนใจโดยผลการตรวจสอบประเภทอาหารที่สารดังกล่าวเจือปน พบว่า มีผู้ประกอบการนำมาใช้เป็นส่วนผสมอาหาร อยู่ 4 ประเภท
  ประเภทแรกคือ เนื้อสัตว์บด หมูบด ไก่บด เนื้อปลาขุด ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นเนื้อ
  ประเภทที่สอง คือ เนื้อสัตว์ทั่วไป คือ เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ และเนื้อปลา
  ประเภทที่สามขนมจากแป้ง คือ ทับทิมกรอบ รวมมิตร ลอดช่อง แป้งกรุบ บัวลอยเผือก
  ประเภทที่สี่ ของหวานและผลไม้ดอง เช่น เผือกกวน วุ้นกระทิ สาคูกระทิ ถั่วแดงในข้าวเหนียวตัด มะม่วงดอง มะดันดอง เป็นต้น
   “สารชนิดนี้ถือเป็นสารต้องห้าม และเป็นอันตรายกับผู้บริโภคมาก แต่ปัจจุบันผู้ค้าขายนิยมนำมาผสมอาหาร และเพิ่มรสชาดให้อาหารอร่อย ยิ่งร้านขายอาหารดังๆทั้งในและต่างจังหวัด มีการตรวจพบเสมอว่ามีสารประเภทใช้กันอย่างเป็นเรื่องปกติ ”
   
      อาหารเมนูเด็ดอีกประเภท ที่กระทรวงสาธารณสุข อยากเตือนให้ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงคืออาหารรมควัน เช่น ปลารมควัน ไส้กรอก รมควัน อาหารจำพวกนี้ พบว่ามีสารโพลีไซคลิก อโรมาติก และไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
      ดังนั้นผู้บริโภคควรพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีความเสี่ยง และหากผู้บริโภคที่นิยมบริโภคอาหารที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรสังเกต อาการเตือนของมะเร็ง หากมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์เริ่มต้นจาก มีการเปลี่ยนแปลงในการย่อยอาหารและการขับถ่ายอย่างเรื้อรัง เช่น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ท้องผูกสลับท้องเสีย ปัสสาวะเป็นเลือด
      จุดที่สอง หากมีเลือดออกผิดปกติ เช่นเลือดออกทางช่องคลอด เลือดกำเดาไหลบ่อย มีแผลเรื้อรังไม่หายใน 3 สัปดาห์ มีก้อนที่เต้านมหรือตามตัว มีไฝโตขึ้นหรือเปลี่ยนสี มีอาการไอเรื้อรังหรือเสียงแหบ มีน้ำหนักตัวลด และมีหูอื้อเรื้อรัง ควรจะต้องรีบไปพบแพทย์
      อย่างไรก็ดี หนทางที่ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งที่สุด การเลือกบริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ไม่เห่อตามกระแสอาหารทางตะวันตก ซึ่งอาหารฝรั่งมักมีปริมาณโปรตีน ไขมันสูง ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งสูงมาก ขณะที่อาหารไทย มักให้สารอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต และวิตามิน ฉะนั้นการกินแบบไทย เลือกบริโภคอย่างฉลาดน่าจะเป็นหนทางปลอดภัยจากโรคร้ายได้ดีที่สุด โรคที่ใครๆ ต่างก็หวาดกลัว เพราะว่าเมื่อเป็นแล้วมักเกิดอาการเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน อีกทั้งอาจมีอาการลุกลามจากอีกที่เป็นอยู่บริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่งได้ และส่วนใหญ่มักคิดว่ารักษาไม่หายแน่ๆ แต่จริงๆ แล้ว โรคมะเร็งบางชนิดสามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้ถ้าได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นใหม่ๆ ดังนั้น วันนี้ผู้เขียนจึงมานำเสนอแนวทางในการดูแลสุขภาพตนเองเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็ง
               1. ตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี เป็นสิ่งจำเป็นมากเพื่อที่จะรู้ว่าเรามีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงอยู่หรือไม่ ส่วนใหญ่คนที่เป็นมะเร็งแล้วรักษาไม่หายหรือรักษาไม่ทัน เพราะกว่าผู้ป่วยจะรู้แน่ว่าตนเป็นโรคมะเร็ง ก็มีอาการอยู่ในขั้นที่ถือว่ารุนแรงแล้ว บางคนปวดท้องมาตลอดก็คิดเอาเองว่าเป็นโรคกรดไหลย้อนบ้าง โรคกระเพาะบ้าง ก็ซื้อยามากินเอาเองตามที่เข้าใจไม่ยอมไปพบแพทย์ บางคนปวดหัวก็คิดเอาเองว่าเครียดหรืออาจเป็นไข้นิดหน่อย กินยาแก้ปวดเอาเองก็ได้ แต่จริงๆ แล้วอาการเหล่านี้อาจเป็นอาการเตือนเราถึงโรคที่ร้ายแรงกว่านั้นเช่นโรคมะเร็งก็ได้ ดังนั้นนอกจากการตรวจร่างกายประจำทุกปีแล้วก็ควรรีบไปพบแพทย์ทุกครั้งเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย หรือมีสิ่งผิดปกติต่างๆ ของร่างกาย เช่น มีตุ่ม หรือเนื้องอกเกิดขึ้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายหรือมีเลือดออกผิดปกติ จะทำให้เรายังมีเวลาที่จะรักษาอาการได้ไปอีกนาน
               2. เลือกรับประทานอาหารที่ช่วยต้านมะเร็ง มีงานวิจัยที่กล่าวถึงอาหารที่มาจากผักและผลไม้หลายชนิดที่มีสารต้านมะเร็งได้ ซึ่งได้แก่
               - ผักและผลไม้ บางประเภทมีสารที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในการทำลายเซลล์ที่ก่อมะเร็ง สามารถเปลี่ยนเซลล์มะเร็งให้เป็นเซลล์ปกติได้ อีกทั้ง สามารถยับยั้งการเกิดสารมะเร็งในร่างกายและมีสารต้านมะเร็ง ได้แก่คะน้า บร็อกโคลี กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก มะเขือเทศ กระเทียม หัวหอม ขึ้นฉ่าย ผักโขม แครอท แอปเปิล ส้ม บีทรูท เห็ดหลินจือ
               -ชาเขียว ประกอบด้วย สารคาเทชินและสารเคมีอีกหลายชนิด ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระในระดับที่สูง จึงช่วยป้องกันโรคมะเร็ง รวมถึงลดการเติบโตของมะเร็งได้
               -น้ำสะอาด ช่วยทำความสะอาดและขจัดสารพิษสิ่งสกปรกออกจากเซลล์ในร่างกายควบคุมสมดุลกรดด่างและยังนำสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าสู่เซลล์ด้วย จึงควรดื่มน้ำสะอาดในอุณหภูมิปกติให้ได้วันละอย่างน้อย 6-8 แก้ว
               -ธัญพืชต่างๆ เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวสาลี ช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้ใหญ่ งาดำ มีสารแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยต่อต้านมะเร็ง ลูกเดือย ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกจึงลดการเกิดโรคมะเร็งได้
               การหยุดรับประทานเนื้อสัตว์สีแดงและหันมาเลือกรับประทานอาหารที่เป็นพวกธัญพืชแทน จะทำให้ร่างกายสะอาดและช่วยลดอาการของโรคมะเร็งได้ ผู้เขียนรู้จักคนหลายคนที่เป็นมะเร็งแล้วสามารถหายจากโรคมะเร็งที่เป็นอยู่ได้โดยการรับประทานอาหารที่เป็นพวกธัญพืช งดสูบบุหรี่และงดดื่มสุรา ทั้งบุหรี่และสุรา ล้วนให้โทษต่อร่างกาย เพราะในบุหรี่มีสารนิโคตินซึ่งเป็นสารพิษที่สามารถดูดซึมเข้าทางผิวหนังของร่างกายได้ อีกทั้งมีน้ำมันดิน ที่ประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิดที่มีสารก่อมะเร็ง ดังนั้น การสูบบุหรี่จึงเสี่ยงต่อการทำให้เป็นโรคมะเร็งปอด มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งตับ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งช่องปาก ส่วนในสุรานั้นมีสารอีทานอล ซึ่งเมื่อเข้าสู่การเผาผลาญของร่างกายที่จะกลายเป็นสารที่ก่อมะเร็ง การดื่มสุรานั้นจึงทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งเมื่อมีโทษมากมายเช่นนี้แล้วจึงควรงดให้ขาดให้ได้ทั้งสองอย่าง
     
                3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยทำให้น้ำหนักตัวคงที่และไม่อ้วน เพราะการมีน้ำหนักมากเกินไปเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งมดลูก เพราะไขมันที่เป็นพิษมันฝังอยู่ตามส่วนของร่างกาย นอกจากนี้ เมื่อเราได้ออกกำลังกายจะทำให้การเผาผลาญออกซิเจนของร่างกายสูงขึ้น ซึ่งคณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยโคโอปิโอ (Kuopio)พบว่า ผู้ที่ออกกำลังเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 30 นาที จะเป็นมะเร็งน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติถึงครึ่งต่อครึ่ง
               4.ทำจิตใจให้สบาย เมื่อมีความทุกข์ กังวล หรือเครียด ต้องพยายามลดความเครียดและความกังวลให้ได้โดยทำความคิดและจิตใจให้ปลอดโปร่ง ปล่อยวาง มองโลกในมุมที่สดใส แม้ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าความเครียดส่งผลต่อการเกิดโรคมะเร็งโดยตรงหรือไม่ แต่ที่แน่นอนคือความเครียดจากการเป็นโรคต่าง ๆ อาจยิ่งทำให้ร่างกายหรือโรคนั้นกำเริบขึ้นซึ่งอาจส่งผลให้กลายเป็นมะเร็งต่อไปได้ แม้โรคมะเร็งจะเป็นโรคร้ายที่ใครๆ ต่างก็หวาดกลัว แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะป้องกันหรือระงับอาการของมันไม่ได้ ผู้เขียนจึงอยากให้ผู้อ่านหมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ทำจิตใจให้สบาย แม้บางกรณีอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยตรงเพราะอาจมาทางกรรมพันธุ์ แต่อย่างน้อยเมื่อเป็นแล้วเราจะสู้กับมันให้ถึงที่สุด และสามารถฝ่าฟันเอาชนะโรคนี้ให้ได้ในที่สุด ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน
           โรคมะเร็ง คือ โรคของเซลล์ที่ทำงานผิดปรกติ และมีความเจริญเติบโตอย่างผิดปรกติ กลายเป็นก้อนมะเร็งซึ่งสามารถบุกรุกทำลาย เนื้อเยื่อใกล้เคียง และกระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ได้

สาเหตุของโรคมะเร็ง
          ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่เชื่อว่ามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งอยู่หลายประการ คือ

    1. สาเหตุภายนอกร่างกาย
          1.1 สารเคมีในบางชนิด เช่น สารเคมีในควันบุหรี่ และเขม่าควันจากรถยนต์ , สารพิษจากเชื้อราสารพิษที่เกิดจากเนื้อสัตว์รมควัน ปิ้ง ย่าง ทอด จนไหม้เกรียมสีย้อมผ้า
          1.2 รังสีต่าง ๆ รวมทั้งรังสีอุลตร้าไวโอเลตในแสงแดด
          1.3 การติดเชื้อเรื้อรัง
                • ไวรัสตับอักเสบ ชนิดบี มีความสัมพันธ์กับมะเร็งตับ
                • ฮิวแมน แพพพิลโลมา ไวรัส หรือ เฮ็ทพีว อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งของเซลล์เยื่อบุต่าง เช่น มะเร็งปากมดลูก
                • เอบสไตน์ บาร์ไวรัส มีความสัมพันธ์กับเชื้อมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งหลังโพรงจมูก
                • เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลรัย มีความสัมพันธ์กับมะเร็งกระเพาะอาหาร
                • พยาธิ เช่น พยาธิใบไม้ในตับ มีความสัมพันธ์กับมะเร็งท่อน้ำดีในตับ

       2. สาเหตุภายในร่างกาย เช่น กรรมพันธุ์ที่ผิดปรกติจากบิดา-มารดาความไม่สมดุลทางฮอร์โมน,ภูมิคุ้มกันที่บกพร่องการระคายเคืองที่ เกิดซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน , ภาวะทุพโภชนาการ เป็นต้น
สัญญาณอันตราย 7 ประการ ทุกคนควรจะต้องตรวจสำรวจร่างกายของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และควรให้แพทย์ตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง หรือถ้าพบอาการผิดปรกติ ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที เช่น
1.   1.มีเลือดหรือสิ่งผิดปกติออกจากร่างกาย เช่นมีตกขาวมากเกินไป
2. มีก้อน หรือ ตุ่ม เกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งของร่างกายและก้อนนั้นโตเร็วผิดปรกติ
3. มีแผลเรื้อรัง
4. มีการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ผิดปรกติหรือเปลี่ยนไปจากเดิม
5. มีเสียงแหบ หรือไอเรื้อรัง
6. กลืนอาหารลำบาก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
7. มีการเปลี่ยนแปลงของหูด ไฝ ปาน เช่น โตผิดปรกติ

พืชผักสมุนไพรที่มีสรรพคุณป้องกันมะเร็ง
          1. ถั่วเหลือง จากสถิติพบว่าประชาชนในประเทศที่พัฒนาแล้วมีอัตราการเป็นมะเร็งมากกว่าประชาชนในประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศญี่ปุ่นถึง 5 เท่า และยังพบว่าสตรีเอเชียมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง หลอดเลือดอุดตัน และภาวะร้อนวูบวาบหลังหมดประจำเดือนต่ำกว่าสตรีชาวยุโรป เนื่องจากชาวเอเชียบริโภคถั่วเหลืองมากกว่า นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ให้ความสนใจสารไฟโตเอสโตรเจน ในถั่วเหลืองซึ่งมีความสัมพันธ์กับการป้องกันมะเร็ง งานวิจัยจำนวนมากพบว่าการบริโภคถั่วเหลืองช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม (บางคนอาจเข้าใจว่ามะเร็งเต้านมพบเฉพาะในเพศหญิง ที่จริงแล้วมะเร็งเต้านมพบในเพศชายด้วย เพียงแต่มีโอกาสน้อยกว่าเพศหญิงถึง 10 เท่า เนื่องจากลักษณะของหน้าอกผู้ชายไม่หนาเท่าของผู้หญิง ดังนั้นหากเกิดก้อนผิดปกติจึงพบได้ง่ายและรักษาได้เร็ว) นอกจากนั้น การบริโภคถั่วเหลืองยังป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก (ในเพศชาย) ได้อีกด้วย มีอีกหลายงานวิจัยที่สนับสนุนประโยชน์ของไฟโตเอสโตรเจนในถั่วเหลืองที่สามารถป้องกันมะเร็งได้
          2. กระเทียม ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ถอดรหัสคัมภีร์อายุรเวทและพบว่ากระเทียมและหอมมีสารออร์กาโนซัลเฟอร์ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ มีกลิ่นฉุน แต่สารกลุ่มนี้มีคุณสมบัติในการป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะกระเทียมป้องกันมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง อีกทั้งเพิ่มภูมิคุ้มกันลดน้ำตาลในเลือด ต้านการเหนี่ยวนำการเกิดมะเร็งจากสารเคมี ลดการเจริญของเซลล์มะเร็ง และลดคอเรสเตอรอลได้อีกด้วย
           ข้อพึงระวังในการรับประทานกระเทียม คือ ไม่ควรรับประทานในขณะที่ท้องว่าง เพราะกระเทียมมีฤทธิ์ร้อน จะทำให้ปวดท้องได้ ดังนั้น
จึงควรรับประทานกระเทียมหลังอาหารทันที และหากเป็นไข้ ร้อนใน ควรงดกระเทียม เพราะจะทำให้ธาตุไฟกำเริบ
          3. พริก พริกทำให้อาหารอร่อยขึ้นโดยทำหน้าที่ขยายต่อมรับรสบนลิ้นให้รับรสของอาหารได้ดีขึ้นนั่นเอง นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย
          สาระสำคัญในพริกคือ แคปไซซิน ซึ่งช่วยใหเซลล์มะเร็งตายได้ นอกจากพริกแล้วสารแคปไซซินยังพบได้ในพริกไทยอีกด้วย ดังนั้น การรับประทานอาหารที่มีพริกเป็นส่วนประกอบจึงช่วยต้านมะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม พริกมีความระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อทั้งในช่องปากและกระเพาะอาหาร หากรับประทานมากจะทำให้เนื้อเยื่ออักเสบ บวม และแสบร้อนได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานพอประมาณสำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะไม่ควรบริโภคพริกและอาหารรสจัด
          4. ขิงและข่า นักวิจัยชาวต่างชาติที่มีโอกาสลิ้มลองอาหารไทยได้ศึกษาถึงสรรพคุณของสมุนไพรไทยที่อยู่ในต้มยำกุ้ง จนได้งานวิจัยออกมาพบว่าข่ามีสารเคมีธรรมชาติที่กระตุ้นเอนไซม์กลูตาไธโน-เอส-ทรานสเฟอรเรส ซึ่งมีหน้าที่ในการแอนติออกซิแดนท์ จึงมีส่วนช่วยในการป้องกันมะเร็งได้ ดังนั้น เราควรรับประทานอาหรที่มีข่าขิงซึ่งเป็นพืชในกลุ่มเดียวกับข่าก็ยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งรังไข่ เนื่องจากขิงมีสาร 6-จินเจอรอล ซึ่งมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ
         ข้อพึงระวัง ไม่ควรรับประทานข่าดิบเพราะมีพิษ ควรต้มให้สุกก่อน เช่น ต้มยำ ต้มข่า แต่สำหรับขิงนั้นรับประทานได้ทั้งดิบและสุข และยังมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการท้องอืดและช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ข้อสังเกตคือพืชในวงศ์ขิง เช่น ขิงข่าขมิ้นกระชายเหลืองกระชายดำ ล้วนแล้วแต่มีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระและต้านมะเร็งศาสตราจารย์ ดร.แฟรงก์ เอ็น จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศเยอรมนี ได้บรรยายในงานประชุมวิชาการนานาชาติเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ครั้งที่ 6 ในหัวข้อเคมีชีววิทยาในยุคโอมิกส์ เพื่อสุขภาพสิ่งแวดล้อม และการพัฒนายาว่า สาเหตุของมะเร็ง 35 % มาจากอาหาร ดังนั้นถ้าเรารับประทานอาหารสมุนไพรเพื่อใช้ป้องกันและต่อต้านมะเร็งแล้วโอกาสที่เราจะมีสุขภาพที่ดีนั้นก็จะมีอยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้น
          
             โรคมะเร็ง เป็นปัญหาที่ทั้งโลกกำลังแสวงหาทางเลือกในการดูแลรักษา เพราะโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆและระยะเริ่มของโรคมะเร็งมักจะไม่แสดงอาการใด รวมถึงการรักษาทางการแพทย์ก็จะมีแต่ยาแผนปัจจุบัน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงอีกทั้งผลข้างเคียงก็สูงมากด้วย ดังนั้นการรักษาโรคมะเร็งด้วยสมุนไพรจึงเป็นแนวทางเสริมอีกทางหนึ่ง

ความคิดเห็น